ยกเลิกการรับจดหมาย
 




 

"อะโวคาโด" ผลไม้เเหล่งไขมันชั้นดี

หลายๆ คนคงเคยได้ลองลิ้มรสผลไม้จากดินแดนอเมริกาใต้อย่าง "อะโวคาโด" ผลไม้รูปทรงรีสีเขียวเข้ม เนื้อในสีเหลืองอ่อนกันมาบ้างแล้ว ซึ่งก็อาจจะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบเนื้อเนียนๆ และรสชาติที่ออกจะมันๆ ของผลอะโวคาโด
ที่รสชาติของผลอะโวคาโดออกจะมันๆ นั้น ก็เนื่องจากในเนื้อของอะโวคาโดนั้นมีปริมาณไขมันสูง แต่ไขมันนั้นเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย เพราะเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ชื่อว่า "กรดไขมันโอเมก้า 9" มีอยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับในน้ำมันมะกอก เมื่อกินผลอะโวคาโดเป็นประจำ ก็จะช่วยลดโดคเลสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้ด้วย รวมทั้งยังให้พลังงานสูง แต่มีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงสามารถกินได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีโปรตีนสูงซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย วิตามินสูง ทั้งวิตามินอี วิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี และยังให้กากใยมาก จึงเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายอย่างมากเลยทีเดียว

ต้นอะโวคาโดนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศหนาว ดังนั้นในตอนนี้ทางภาคเหนือของประเทศไทยเราก็เริ่มมีการส่งเสริมให้ปลูกอะโวคาโดกันมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นอาหารสุขภาพ และเริ่มเป็นที่รู้จักของนักกินมากขึ้น โดยสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะกินสดๆ หรือนำไปใส่ในสลัด หรือทำเป็นซอสอะโวคาโดก็อร่อยได้เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://women.thaiza.com/detail_109093.html



 


 

รู้จักกีวี...สุดยอดพลังสารอาหาร

รู้จักกีวี...สุดยอดพลังสารอาหาร (ไทยรัฐ)
ที่มา : เซสปรี อินเตอร์เนชั่นแนล (เอเชีย)


ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่โชคดี เพราะมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์เอื้อต่อการปลูกผลไม้หลายๆ ชนิด ทำให้คนไทยเรามีผลไม้กินไม่ขาดสายตลอดทั้งปี แล้วแต่ใครจะเลือกตามความชอบของตัวเอง ถ้าใครกินผลไม้ได้ทุกประเภทก็คงไม่มีปัญหา เพราะมั่นใจได้ว่าจะได้รับวิตามินครบถ้วน แต่สำหรับใครที่ค่อนข้างจะเลือกรับประทาน อาจต้องคิดหนักหน่อยว่าจะเลือกซื้อผลไม้ชนิดใด อย่างไร เพื่อให้คุ้มค่ากับราคา และได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ

ข้อแนะนำง่ายๆ คือเลือกผลไม้ที่มีคุณค่าสารอาหารสูง และคำนึงถึงปริมาณวิตามินที่ร่างกายจะได้รับ ซึ่งหนึ่งในบรรดาผลไม้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด ในปริมาณแคลอรีต่ำที่สุด คือ “กีวี”


แหล่งวิตามินซีในปริมาณสูงสุด

นอกจากกีวีสีเขียวที่เราคุ้นเคย ยังมีกีวีโกลด์ หรือกีวีสีทองให้เลือกบริโภค กีวีทั้งสองชนิดมีปริมาณวิตามินซีสูงสุดหากเทียบกับผลไม้ขึ้นชื่อเรื่อง วิตามินซี อาทิ ส้ม หรือมะละกอ จากการวิจัยพบว่ากีวีหนึ่งผล มีวิตามินซีมากกว่าส้มหนึ่งลูกถึง 74% การรับประทานกีวีสองผลต่อวันจะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินซีในร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ช่วยกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันโรคซึ่งเป็นเกราะธรรมชาติที่ช่วยป้องกัน ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ และซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ


อุดมด้วยโฟเลต สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

โฟเลตมีบทบาทสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเด็กทารกและคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการเซลล์ใหม่เป็นจำนวนมาก การรับประทานโฟเลตเป็นประจำทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ ยังช่วยทำให้ผิวและเซลล์เม็ดเลือดมีสุขภาพดี กีวีมีปริมาณโฟเลตสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับกล้วย มะม่วง สัปปะรด และแอปเปิ้ล โดยมากกว่ากล้วย 49% และมากกว่ามะม่วงถึง 112.8%


สุดยอดคุณค่าวิตามินอี

วิตามินอีได้รับการขนานนามว่าช่วยชะลอความแก่ชรา ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ คุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของวิตามินอี นอกจากจะช่วยป้องกันเซลล์จากการเสื่อมสภาพแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยในการไหลเวียนของเลือดอีกด้วย จากการวิจัยพบว่ากีวีมีปริมาณวิตามินอีสูงสุด โดยเฉพาะกีวีทอง ซึ่งมีวิตามินอีมากกว่ามะม่วงถึงหนึ่งเท่า


เต็มที่ด้วยพลังไฟเบอร์

ไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานในร่างกาย แต่เข้าไปยึดพื้นที่ในระบบทางเดินอาหารทำให้อิ่มได้เร็วและนาน นอกจากนี้ยังช่วยชำระล้างและปรับปรุงระบบย่อยอาหาร รวมถึงส่งเสริมให้หัวใจและร่างกายแข็งแรง กีวีเขียวหนึ่งผลมีปริมาณไฟเบอร์มากกว่ากล้วย 15% และมากกว่าแอปเปิ้ลและส้มถึง 25%

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://health.kapook.com/view470.html



 


 

ประโยชน์ของข้าวโอ๊ต

ประโยชน์ของข้าวโอ๊ต
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกปีละ ๑๗ ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น ๒๕ ล้านคนใน พ.ศ.๒๕๖๓ นอกจากนี้ โรคหัวใจและหลอดเลือดยังติดอันดับ ๑ ใน ๓ ของโรคที่คร่าชีวิตคนไทย โดยข้อมูลล่าสุดในปี พ.ศ.๒๕๔๖ พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงถึงปีละ ๙๙๙,๔๑๓ ราย และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยชั่วโมงละ ๕ คน ทั้งนี้ โดยมีต้นเหตุสำคัญมาจากปัญหาคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูง
ม.ร.ว.พรรณนิภา จันทรทัต ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ให้ข้อมูลว่า คอเลสเตอรอลเป็นไขมันที่ผลิตขึ้นโดยตับ ซึ่งพบได้ในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์จากนม คอเลสเตอรอลมีบทบาทสำคัญหลายอย่าง อาทิ การผลิตฮอร์โมนบางตัว การย่อยสลายไขมัน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การลดคอเลสเตอรอลและการป้องกันโรคหัวใจที่ได้ผล สามารถทำได้โดยบริโภคอาหารในกลุ่มของ "ธัญพืช" โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโอ๊ต
"ไฟเบอร์ที่อยู่ในธัญพืช โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ที่มีชื่อว่า เบต้า-กลูแคน ซึ่งมีมากในข้าวโอ๊ตจะเป็นเสมือนตัวขับเคลื่อนให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีระบบขับถ่ายที่ดี ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำเล็กๆ ที่คอยซับคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็กและขับออกจากร่างกาย" "เมื่อคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดลง ความเสี่ยงของโรคต่างๆ ก็ลดลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และยังมีส่วนในการช่วยรักษาน้ำหนักตัว และลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานอีกด้วย" นอกเหนือจากการบริโภคธัญพืชเป็นประจำแล้ว วิธีการปรุงอาหารก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ควรปรุงด้วยน้ำมันพืช พยายามให้อ่อนเค็มและอ่อนหวาน
ขณะเดียวกัน ม.ร.ว.พรรณนิภา ยังได้แนะนำถึง ๑๐ ข้อปฏิบัติที่จะช่วยให้พ้นจากการเป็นโรคหัวใจด้วย ได้แก่
๑.ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
๒.รักษาสมดุลของน้ำหนักตัว
๓.กินผักและผลไม้สด
๔.อย่าปล่อยให้เครียดนาน
๕.งดสูบบุหรี่
๖.ควบคุมระดับความดันในเลือด
๗.ควบคุมระดับไขมันในเลือด
๘.ระวังโรคเบาหวาน
๙.ตรวจสุขภาพประจำปี
๑๐.ดูแลหัวใจตนเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.fwdder.com/topic/90059




 


 

ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้

น้ำเต้าหู้ อาหารยอดนิยมที่ดื่มกันมาตังแต่อดีต จนเดี๋ยวนี้มองไปทางไหนก็ยังคงเห็นน้ำเต้าหูอยู่ทั่วทุกระแหง ยิ่งเดี๋ยวนี้กระแสอาหารเพื่อสุขภาพกำลังอิน ทำให้ใครหลายคน ต่างหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น
น้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
ผู้ใหญ่มักบอกให้ดื่มน้ำเต้าหู้กันเยอะ ๆ เพื่อที่จะได้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูสดใส อ่อนเยาว์เสมอ
จะจริงหรือไม่ เรามาถอดรหัสความงามไปด้วยกันเลยดีกว่า
ในน้ำเต้าหู้มีอะไร
น้ำเต้าหู้นั้นหรือนมถั่วเหลืองนั้นเป็นแหล่งไขมันและโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมไปถึงสารอาหารที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ ,บี ,บี 1 ,บี 2 ,บี 6 ,บี 12 ,ไนอาซิน ,เลซิทิน ซึ่งตัวหลังสุดช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ นอกจากนี้สารอาหารที่อยู่ในนมถั่วเหลืองยังช่วยลดไขมันและคอเลสเทอรอลในร่างกายเราได้อีกด้วย
น้ำเต้าหู้กับสุขภาพ
นมถั่วเหลืองให้พลังงานได้มากพอ ๆ กับนมวัว แม้ปริมาณโปรตีน วิตามินและเกลือแร่อื่น ๆ อาจได้ไม่เท่ากับนมวัว แต่ข้อดีที่สำคัญคือ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เพราะ ไขมันในนมถั่วเหลือง เป็นไขมันไม่อิ่มตัวมีมากถึง 63% ไขมันอิ่มตัว 15 % ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยวอีก 24 % และยังมี linoleic acid กรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย นอกเหนือจากคุณค่าในแง่ของพลังงานแล้ว ในนมถั่วเหลืองยังมีสารอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินอี ที่มีในปริมาณที่สูง วิตามินอี มีส่วนสำคัญที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลเนื้อเยื่อร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย ...เพราะฉะนั้น ถ้าใครทานนมถั่วเหลืองมาก ๆ ก็มีสิทธิแก่ช้า แถมยังได้ผิวพรรณที่สดใสอยู่กับเราไปนาน ๆ ด้วย
ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้ ไม่ได้มีเพียงแค่ทำให้ผิวพรรณ สดใส เปล่งปลั่ง ดูอ่อนเยาว์ หรือทำให้แก่ช้าเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แฝงมากับวิตามินในนมถั่วเหลือง ยังช่วยป้องการเกิดโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจล้มเหลว ท้องผูก สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ และริดสีดวงด้วย

ข้อจำกัดของน้ำเต้าหู้
ข้อจำกัดนี้ไม่ได้เป็นการกำจัดปริมาณการทาน แต่เป็นข้อจำกัดที่มีอยู่ในตัวเอง ธรรมชาติของสารอาหารที่มาจากพืชย่อมมีปริมาณที่น้อย แต่เราสามารถทานให้มากและทานให้หลากหลายชนิดได้ นมถั่วเหลืองก็เช่นกัน เนื่องจากมีปริมาณแคลเซียมน้อย จึงจำเป็นต้องรับประทานควบคู่ไปกับอาหารชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น ปลาทอดกรอบที่ทานได้ทั้งกระดูก ผักใบเขียวอื่น ๆ อย่างคะน้า ขึ้นฉ่าย กวางตุ้ง นอกจากนี้เราสามารถทานน้ำเต้าหู้ร่วมกับธัญพืชอื่น ๆ อย่างลูกเดือย สาคู หรือถั่วแดง จะทำให้ได้รับสารอาหารที่เพิ่มมากขึ้น
น้ำเต้าหู้กับผู้หญิง
น้ำเต้าหู้ดีกับสุขภาพโดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง หากมีการรับประทานน้ำเต้าหู้อยู่เสมอจะช่วยลดอาการต่าง ๆ ของหญิงวัยหมดประจำเดือนไม่ว่าจะเป็นร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง ไขมันสูง อารมณ์ไม่ปกติ ในน้ำเต้าหู้จะมีสารเคมีสำคัญตัวหนึ่ง คือ ไอโซฟลาโวน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ประโยชน์ของสารตัวนี้สามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ส่วนคุณผู้หญิงที่ไม่อยู่ในช่วงวัยทองก็ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพราะจะช่วยปรับฮอร์โมนของผู้หญิงให้สมดุลได้เช่นเดียวกับยาคุมกำเนิด
เห็นคุณประโยชน์ของน้ำเต้าหู้ที่มีมากขนาดนี้ ไม่หามาทานคงไม่ได้แล้วหล่ะ และช่วงนี้อยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองนี่แหละค่ะ อย่าลืม สุขภาพดีได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.never-age.com/antiaging/antiaging.php?aid=52



 


 

รู้จัก สึเกโมโนะ ผักดองแบบญี่ปุ่น

สึเกโมโนะ : ก็คือผักดองแบบญี่ปุ่น(tsukemono) อาหารญี่ปุ่นทุกมื้อจะเสิร์ฟพร้อมสึเกโมโนะ ซึ่งเป็นเครื่องเคียงเสริมหน้าตาและรสชาติให้อาหารน่ารับประทานมากขึ้น นอกจากนี้ผักดองยังช่วยล้างปาก ล้างคาวเพื่อลิ้มลองอาหารชนิดใหม่ เช่น ถ้าทานปลาดิบ แล้วตามด้วยผักดอง จะช่วยล้างความคาวออกจากปาก เพื่อหันไปลองเทมปุระกุ้ง ที่ชิมความหวานของกุ้งได้เต็มปากเต็มคำ ส่วนผสมของผักดองจะต่างไปตามฤดูกาลและมีความหลากหลาย ที่นิยมทานกันทั่วไป คือ ผักกาดขาว ไผ่ หัวผั กกาด คิวริ(แตงกวาญี่ปุ่น) แฮกเบอร์รี่ หัวไชเท้า ขิง
นะสุ(มะเขือยาวญี่ปุ่น) อูโดะ(หน่อไม้ฝรั่ง) และอื่นๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://learners.in.th/blog/porya/114138



 


 

ประโยชน์ของชาเขียว

ชาเป็นเครื่องที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือชาว ยุโรป ชาที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่ง ซึ่งชาแต่ละชนิดจะต่างกัน
ตรงกรรมวิธีในการผลิต แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือ ชาเขียว (geen tea)

ชาเขียวมีดีตรงไหน

แจ่มใส หายง่วง สามารถกระตุ้น ให้สมองสดชื่น
ยังช่วยในการขับปัสสาวะ โดยไปกระตุ้นไตให้ขับน้ำปัสสาวะมากขึ้น และช่วยขยายหลอดลมอีกด้วย
ในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก เป็นสารที่มีรสฝาดที่ใช้บรรเทาอาการ ท้องเสียได้ ดังนั้นหากต้องการดื่มชาเขียวให้ได้รสชาติที่ดีจึงไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ ในกานานเกินไป เพราะแทนนินจะละลายออกมามาก ทำให้ชาเขียวมีรสขม แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเพื่อจุดประสงค์ ในการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควรต้ม
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนัง หลอดเลือด จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงด้วย
สารแคซิทิน (catecihns)ซึ่งเป็นสารแทนนินชนิดหนึ่งในชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านการเกิดมะเร็ง ชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งรุนแรงได้ ซึ่งไนโตรซามีนนั้นเป็นสารที่เกิดจาก สารพวกดินประสิวในอาหารทำปฏิกิริยากับสารจำพวกโปรตีน ที่มีในเนื้อสัตว์และอาหารทะเลกลายเป็นไนโตรซามีนซึ่งก่อมะเร็งได้หลายชนิด ดังนั้นถ้านิยมบริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อมๆ กันด้วย ก็จะช่วยลดการสร้างสารก่อมะเร็งลง
ในใบชายังมีปริมาณแร่ธาตุฟูลออไรด์สูง ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้เป็นส่วนในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ให้แข็งแรง นักวิจัยจากศูนย์ทันตกรรมฟอร์ซีธในบอสตัน ยังได้แนะนำว่า การดื่มชาตอนเช้าช่วยในการป้องกันฟันผุได้ โดยถ้าคุณแช่ถุงชาหรือใบชาไว้นาน 3 นาทีก่อนดื่ม ชาจะสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้ฟันผุได้ถึงร้อยละ 95 จะเห็นได้ว่าการดื่มชาเขียวจึงน่าจะมีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุได้
ชาเขียวเป็นส่วนผสมในการปรุงแต่งกลิ่น รส ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม หมากฝรั่ง (ดับ-กลิ่นปาก) และลูกอม
มีสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถช่วยชะลอความชราและคงความเยาว์วัยได้ (โอ้โฮ้! อะไรจะดีปานนั้น เริ่มดื่มตอนนี้ยังทันไหมเนี่ย) สารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีประสิทธิภาพสูงมากกว่าวิตามินซีถึง 100 เท่า แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอีอีกถึง 25 เท่าในการทำลายอนุมูลอิสระ
ต้านโรคไขข้ออักเสบ กล่าวกันว่าชาเขียวช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูห์มาติก (rheumatoid arthritis) ที่มักจะเกิดกับสตรีวัยกลางคน อาการของโรคโดยทั่วไปคือ มีอาการของการอักเสบบวมแดง ปวด เมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ
ลดระดับคอเลสเทอรอลขณะที่กาแฟเพิ่มระดับคอเลสเทอรอล ชาเขียวกลับช่วยลดระดับ คอเลสเทอรอล สารแคเทชินในชาเขียวช่วยทำลายคอเลสเทอรอลและกำจัดปริมาณของคอเรสเทอรอลในลำไส้ แค่นั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่พอดี อีกด้วย
ช่วยลดระดับ LDL คลอเรสเตอรอล และยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปกติของ ก้อนเลือด ซึ่งเป็นเหตุของอาการหัวใจวายและลมชัก มักมีการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากการดื่มชาเข้ากับ
ควบคุมน้ำหนัก ถ้าคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ การจิบชาเขียวสามารถช่วยได้ดีทีเดียว จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์พบว่า ชาเขียวช่วยเร่งให้ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารและไขมันมากขึ้น
ต่อสู้กลิ่นปากและแบคทีเรียในปาก การดื่มชาเขียวนอกจากจะทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ว ยังช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นและป้องกันการติดเชื้อได้ด้วย จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเพส สหรัฐอเมริกาพบว่า สารสกัดจากชาเขียวมีสรรพคุณในการต่อสู้กับแบคทีเรียโดยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ อันที่จริงแล้วพบว่าชาเขียวเป็นตัวช่วยยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากต่อสู้กับเชื้อไวรัสในปากโดยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย
ป้องกันฟันผุ ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยป้องกันฟันผุโดยช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดหินปูนที่มาเกาะฟัน รวมทั้งยังช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก

เอกสารอ้างอิง
1. Morita A., et al. A cup of Japanese Green Tea: What a miracle beverage.
World O-CHA (tea) Festival Executive Committee. Japan.
2. www.herb.com
3. www.viable-herbal.com
4. ศักดิ์ บวร. ชาเขียว. บริษัทโอเอ็นจี การพิมพ์ จำกัด. 2543.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.geocities.com/jongtawee/menu2.htm



 


 

ประโยชน์ของวาซาบิ

"วาซาบิ"เครื่องปรุงรสสีเขียวมีกลิ่นฉุน นิยมรับประทานร่วมกับปลาดิบ อาหารยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น มีคุณประโยชน์ทางยาหลายอย่าง โตชิโอะ ลิยาม่า หัวหน้าทีมวิจัยวาซาบิ พบว่าวาซาบิ สามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในร่างก ายมนุษย์ และยังกำจัดพยาธิชนิดที่เรียกว่า anisakis ที่อาศัยอยู่ในปลา เมื่อมันผ่านเข้ามาในระบบย่อยอาหาร ที่สำคัญ ในวาซาบิมีสรรพคุณ ในการป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน เส้นเลือดอุดตัน ลดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหอบหืด และผลวิจัยล่าสุดพบว่า ช่วยป้องกันฟันผุได้ สารประกอบทางเคมีในวาซาบิที่เรียกว่าโอไซยาเนตส์ จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ตลอดจนการผลิตเอนไซม์ ในการก่อตัวของหินปูนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดฟันผุ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Tips Gang



 


 

รู้จัก ซาชิมิ

ซาชิมิ คือ การนำเนื้อดิบจากสัตว์ เช่น ปลาทะเลมาหั่นหรือแล่สดๆ แล้วรับประทานควบคู่กับเครื่องปรุงรสอย่าง โซยุ และ ทสึมะ (เครื่องเคียง) ต่างๆ เช่น วาซาบิ ขิงดอง หัวไชเท้าขูดเส้น และ ใบชิโสะ ปัจจุบันซาชิมิมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการหลักๆ 2 ชื่อ ซึ่งเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น คือ “โอะซาชิมิ” แถบภูมิภาคคันโต และ “โอะทสึคุริ” แถบภูมิภาคคันไซครับ

ซาชิมิเป็นอาหารที่ถูกพัฒนามาจากอาหารญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “นามะสึ” คือการนำปลาดิบมาสับให้ละเอียด รับประทานคู่กับน้ำส้มสายชูที่ผสมวาซาบิ และน้ำส้มสายชูผสมขิง แต่ซาชิมิได้เริ่มต้นเป็นที่รู้จักตั้งแต่สมัยคามาคุระ (ปี ค.ศ.1185–1333) ซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงอาหารในกลุ่มชาวประมงที่นำปลามาแล่เป็นชิ้นบางๆ แล้วรับประทานกันสดๆ ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยมุโรมาจิ (ปีค.ศ. 1336 – 1573) โชยุก็ได้ถือกำเนิดขึ้นและใช้รับประทานคู่กับซาชิมิ แต่โชยุในสมัยก่อนถือเป็นของทีมีราคาสูง เมนูซาชิมิจึงเป็นอาหารชั้นสูงสำหรับผู้ที่มีฐานะเท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่สมัยปลายเอโดะ (ปีค.ศ. 1603 – 1867) โชยุได้แพร่หลายไปสู่ชนชั้นชาวเมือง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ซาชิมิเป็นที่นิยมรับประทานกันโดยทั่วไป จนทำให้เริ่มมีการเปิดร้านขายซาชิมิ หรือ เรียกตามภาษาญี่ปุ่นว่า “ซาชิมิยะ” จวบจนทุกวันนี้

ประเภทของสัตว์ต่างๆ ที่จะนำไปทำซาชิมิได้

ปลาแซลมอน เนื้อส่วนท้องมีเส้นไขมันแทรกเป็นลายเส้น เมนูแนะนำ แซลมอนย่างเกลือ แซลมอนย่างซอส และ แซลมอนสลัด

ปลาทูน่า otoro เนื้อส่วนพุง นิยมกินสดๆ มากกว่าการนำไปทำเมนูใดๆ

ปลาซาบะ เนื้อส่วนลำตัว เมนูแนะนำ ซาบะย่างเกลือ ซาบะย่างซีอิ้ว

ปลากล้วยจรวด เนื้อส่วนท้อง เมนูแนะนำ ฮามาจิย่างซอส

ปลาตาเดียว เนื้อส่วนครีบ เมนูแนะนำปลาฮิราเมะชุบแป้งทอด สเต๊กปลาฮิราเมะ

ปลาฮิรามาสะ เนื้อส่วนท้อง เมนูแนะนำฮิรามาสะย่างซอส

ปลาตะเพียนทะเล กินทั้งตัว เพราะตัวเล็กมาก ปลาชนิดนี้ไม่สามารถกินแบบสดๆ ได้ต้องดองเท่านั้น
ปลาทรายแดง เนื้อส่วนท้อง ส่วนเนื้อและหัวนิยมมาต้มทำซุป แล้วปรุงรสด้วย ซีอิ้ว น้ำตาล และน้ำส้มสายชู

ปลาทูหางเหลือง เนื้อส่วนลำตัว เมนูแนะนำยำปลาทู

ปลากะพงขาว เนื้อส่วนลำตัว เมนูแนะนำซูซูกิย่างเกลือ

ปลาตะคองเหลือง ส่วนเนื้อทั้งตัว เมนูแนะนำปลาชิมะอาจิย่างเกลือ ปลาชิมะอาจิต้ม

ปลาหน้าวัว ส่วนเนื้อทั้งตัว เมนูแนะนำ ปลาหน้าวัวย่าง

ปลานกแก้ว ส่วนเนื้อทั้งตัว เมนูแนะนำ ปลานกแก้วทอด

ปลาเก๋า ส่วนเนื้อทั้งตัว เมนูแนะนำ ปลาเก๋าต้ม ปลาเก๋าย่างเกลือ ชาบูชาบู

ปลาปักเป้า ส่วนเนื้อทั้งตัว เมนูแนะนำ ปลาปักเป้าหม้อไฟ และ ชุบแป้งทอด

ปลาหมึก เนื้อส่วนลำตัว เมนูแนะนำ สลัดปลาหมึก

ปลาหมึกยักษ์ เนื้อส่วนหนวด เมนูแนะนำ ปลาหมึกดอง ทาโกยากิ

หอยเป๋าฮื้อ ส่วนของกล้ามเนื้อเท้า เมนูแนะนำ หอยเป๋าฮื้อนึ่งสาเกญี่ปุ่น หอยเป๋าฮื้อเทมปุระ

หอยปีกนกแดง ส่วนเนื้อ เมนูแนะนำ แกงกะหรี่หอยปีกนกแดง

หอยเชลล์ ส่วนเนื้อ เมนูแนะนำ หอยเชลล์อบเนย หอยเชลล์อบกระเทียม

กุ้งหวาน เนื้อส่วนลำตัว เมนูแนะนำ กุ้งย่างเกลือ กุ้งทอด กุ้งทอดเทมปุระ

ปูอัดญี่ปุ่น ยี่ห้อซึกิโยะ เมนูแนะนำ สลัดปูอัด แซนด์วิชปูอัด

กั้งไข่ ส่วนเนื้อและไข่ เมนูแนะนำ ซูชิกั้ง เทมปุระกั้ง กั้งต้มเกลือ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
HiLunch.com




 


 

ประโยชน์ของนัตโต (ถั่วหมักญี่ปุ่น)

นัตโต เป็นอาหารหมักพื้นบ้านของชาวญี่ปุ่น ได้จากการหมักถั่วเหลืองด้วยเชื้อแบคทีเรียจำพวก บาซิลลัส นัตโต ที่ต่างจากผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหมักอื่นๆ ที่มักใช้เชื้อรา ดังนั้น นัตโตจึงมีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว และมีเมือกที่แบคทีเรียสร้างขึ้นอยู่บนผิวรอบตัวของนัตโตด้วย คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานนัตโตร่วมกับซอสและซีอิ๊วขาวเป็นอาหารเช้าและอาหารค่ำ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สมุนไพรดอทคอม



 


 

ประโยชน์ของมิโสะ (น้ำซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น)

สำหรับคนไทยส่วนใหญ่แล้ว ชื่อมิโสะ อาจฟังดูไม่คุ้นหูนัก แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มิโสะจัดเป็นอาหารพื้นบ้านที่รับประทานกันมานาน โดยชาวญี่ปุ่นจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยซุปมิโสะร้อน ๆ นอกเหนือไปจากการใช้มิโสะเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารมื้ออื่น ๆ
มิโสะ จัดเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นอาหารที่เกิดจากกิจกรรมการหมักถั่วเหลืองและข้าวโดยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ มีเกลือเป็นส่วนผสมคล้ายกับการหมักเต้าเจี้ยวในสมัยโบราณ จุลินทรีย์ที่พบในมิโสะมีหลายกลุ่ม มีทั้งที่เป็นแบคทีเรียกลุ่มแลคติก ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับแบคทีเรียที่ทำให้แหนมมีรสเปรี้ยว และเชื้อราแอสเพอจิรัส ซึ่งเป็นเชื้อราที่ใช้ผลิตเต้าเจี้ยว นอกจากนี้อาจพบยีสต์บางชนิดร่วมด้วย จุลินทรีย์เหล่านี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนโปรตีนในถั่วเหลืองและข้าว ให้เป็นโปรตีน กรดอะมิโนและสารอาหารที่มีประโยชน์สูง มิโสะเป็นอาหารที่ให้พลังงานและไขมันต่ำ จากการวิเคราะห์สารอาหารและพลังงานที่ได้จากการรับประทานมิโสะ 2 ช้อนโต๊ะพบว่า ร่างกายจะได้รับพลังงาน 71 คาลอรี โปรตีน 4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 9 กรัม ไขมัน 2 กรัม แคลเซียม 23 มิลลิกรัม เหล็ก1 มิลลิกรัม และสังกะสี 1.25มิลลิกรัม นอกจากนี้ ยังพบสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายอื่น ๆ ได้แก่ ไวตามินอี ไวตามินบี 12 และสารที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิด เอนไซม์จากจุลินทรีย์และตัวจุลินทรีย์ในมิโสะยังช่วยระบบย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และสามารถกำจัดแบคทีเรีย และสารที่เป็นอันตรายออกจากลำไส้เล็กอีกด้วย
ประโยชน์ของมิโสะในการป้องกัน ต้านทานและควบคุมโรคต่าง ๆ ที่มีผู้ศึกษาและรายงานไว้ เช่น ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง เชื่อว่าการที่ผู้หญิงญี่ปุ่นมีสถิติการเป็นโรคมะเร็งเต้านมต่ำกว่าชาติอื่น เป็นผลมาจากการรับประทานซุปมิโสะเป็นประจำ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นพบว่าชาวญี่ปุ่นที่รับประทานมิโสะเป็นประจำทุกวัน จะมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยกว่าผู้ที่ไม่บริโภคเลยร้อยละ 50
การรับประทานมิโสะ ยังช่วยให้ผู้ที่ได้รับกัมมันภาพตรังสีแสดงอาการเป็นพิษน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานมิโสะ ซึ่งคุณประโยชน์ในข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นที่ทราบและยอมรับของชาวยุโรป โดยมีรายงานการส่งมิโสะเป็นสินค้าออกสูงขึ้น หลังจากการเกิดการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอโนบิล และมิโสะหมดไปจากชั้นวางของในร้าน หลังจากการระเบิดเพียง 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ มิโสะยังช่วยลดพิษภัยจากมลพิษอื่น ๆ ช่วยสลายคลอเรสเตอรอล ช่วยควบคุมความดันโลหิต ป้องกันโรคกระดูกพรุนและยังช่วยรักษาบาดแผลได้อีกด้วย
ถึงตอนนี้ท่านผู้ฟังคงเริ่มอยากทราบแล้วว่า มิโสะมีลักษณะอย่างไร จะหาซื้อได้ที่ไหน และปรุงเป็นอาหารได้อย่างไร
มิโสะ มีลักษณะเป็นครีมข้น มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ ๆ มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเกลือที่ใช้ สัดส่วนของส่วนผสม และระยะเวลาการบ่ม ซึ่งจะทำให้มิโสะมีรสชาติ กลิ่น และสีสัน แตกต่างกันไป โดยทั่วไป การบ่มมิโสะจะทำในสภาวะที่เหมาะสมนาน 2 เดือน – 3 ปี มิโสะที่มีเกลือสูง ปริมาณถั่วเหลืองสูง จะเค็ม หมักนาน และมีสีเข้มกว่า มิโสะที่มีปริมาณเกลือต่ำ ปริมาณถั่วเหลืองต่ำ และระยะเวลาการหมักสั้น คือ ประมาณ 2–3เดือน มิโสะประเภทหลังนี้จะมีสีอ่อนและรสหวานกว่าประเภทแรก สีของมิโสะที่พบอาจมีตั้งแต่เหลือง น้ำตาลแดง น้ำตาลดำ จนถึงสีออกแดง มิโสะสีอ่อน จะเหมาะกับการปรุงอาหารในเขตร้อนมากกว่าสีเข้ม
อย่างไรก็ตาม มิโสะสีเข้มจะมีกรดไขมันสูง และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านมะเร็งที่ดี เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ หรือขาดสารอาหาร ท่านผู้ฟังสามารถซื้อซุปมิโสะปรุงสำเร็จได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป หรือหากจะปรุงเองก็อาจหาซื้อครีมมิโสะ ได้จากแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าบางแห่ง มิโสะที่ดี ควรเป็นชนิดยังไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ เพราะการพาสเจอไรซ์จะทำลายจุลินทรีย์และเอนไซม์ที่มีประโยชน์ในมิโสะให้เสียไป ดังนั้น ในการปรุงมิโสะจึงไม่ควรต้มเดือดนานเกินไป อาจใช้วิธีผสมเป็นส่วนผสมสุดท้าย แล้วยกลงจากเตา ตั้งทิ้งไว้สักครู่ก่อนรับประทาน มิโสะที่ยังไม่ฆ่าเชื้อนี้จะสามารถเก็บได้นานหลายเดือนในตู้เย็น
การทำซุปมิโสะทำได้โดยนำครีมเล็กน้อยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 1 ถ้วยตวงหรือมากกว่า ระวังอย่าให้เค็มจัด เนื่องจากมิโสะมีปริมาณเกลือสูง การรับประทานมากหรือบ่อยเกินไปก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน เมื่อได้น้ำมิโสะร้อน ๆ แล้ว ปรุงรสชาติด้วยผักหรือส่วนผสมชนิดต่าง ๆ ตามใจชอบ เช่น ต้นหอม สาหร่าย เห็ด หรือเต้าหู้ ส่วนการทำมิโสะ เป็นเครื่องจิ้มแทนเกลือหรือซีอิ๊ว ก็เพียงแต่ละลายมิโสะเล็กน้อยในน้ำเดือด ใช้จิ้มปลาหรือเนื้อสัตว์ได้อร่อยเช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา



 


page 1 / 2  
 

 
Copyright 2008 UFM FUJI SUPERMARKET. All rights reserved.